อั้ม พัชราภา กับ 10 แฟชั่นสุดสะดุ้ง ทั้งพัง ทั้งแพง มาซูม

อั้ม พัชราภา กับ 10 แฟชั่นสุดสะดุ้ง ทั้งพัง ทั้งแพง มาซูม

อั้ม พัชราภา กับ 10 แฟชั่นสุดสะดุ้ง ทั้งพัง ทั้งแพง มาซูม

“อั้ม พัชราภา” กับ ไฮโซหน้าหวาน “แอมป์ พิธาน” เป็นคู่รักอีกหนึ่งคู่ที่หลายคนเชียร์ ยิ่งกว่าบอลยูโร ลุ้นสุดใจ อยากให้ควงคู่เข้าสู่ประตูวิวาห์สักที อุตส่าห์บ่มรักกันนานกว่า 4 ปี รักบ้าง ทะเลาะบ้าง เกือบเลิกกันบ้างก็หลายครั้ง ลุ้นไม่ถึงฝั่งซะที

ครั้งนี้ก็แว่วๆ เหมือนว่า สาวอั้ม จะแจก ใบแดง หนุ่มแอมป์ อีกครั้ง และไม่รู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แจกอีกแล้วไหม เพราะซุปตาร์ตัวแม่ได้เผยสถานะความรักต่อหน้ามวลชนเลยว่า “ไม่ได้คุยกันมาสักระยะแล้ว บอกเหตุผลไม่ได้ ตอนนี้ก็คือเราไม่ได้คุยกันแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการบอกเลิก” เป็นอันเข้าใจตรงนะ จบนะจ๊ะ

เรื่องความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน ครั้นจะเผือกมากไปก็เกรงว่าจะไม่งาม มาเข้าเรื่องที่เป็นเรื่องของหลายคนกันต่อดีกว่า นั่นก็คือ เรื่องแฟชั่นของเหล่าเซเลบที่สวยเข้าตา จน “เจ๊ตุง” ต้องจับมากระทุ้งแฟชั่น กันเช่นเดิม และวันนี้ ขอเป็นคิวของคนในกระแส อย่าง “อั้ม พัชราภา” ค่ะ

รู้ๆ กันว่า ว่าสาวอั้มจะจัดเต็ม แบบไม่มีหลุดในทุกๆ ครั้งของการแต่งตัว แต่แหมคุณคะ คนเราจะมาฟาดความสวย ความปังตลอดเวลาก็เป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่า พร้อมแล้ว ตาม “เจ๊ตุง กระทุ้งแฟชั่น” มาเม้าท์แอนเม้นท์ กับ 10 แฟชั่นสุดสะดุ้ง ทั้งพังและแพง มาซูมกันเลย

เริ่มกันที่ ลุคหวานๆ กับเดรสสั้นลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ประดับผมด้วยกิ๊บดอกไม้เบาๆ ลุคนี้นางมาแบบหวานฉ่ำ ประดุจนางฟ้าเลยทีเดียว หรือคุณจะเถียงเจ๊!

ใต้ความเรียบหรู เคียงคู่มากับความเซ็กซี่ ไม่ว่านางจะใส่ชุดอะไร มันก็ใช่ มีแต่ความลงตัว

ส่วนลุคนี้ นอกจากความหวานของสีชุดแล้ว เครื่องหน้าของนางยังชนะเลิศอีกด้วยค่ะ เป็นฝีมือการแต่งหน้าของช่างแต่งหน้าฝีมือดีอย่าง “น้องฉัตร” ที่เนรมิตสาวอั้ม ออกมาได้เหมือนตุ๊กตายังไงอย่างงั้นเลยทีเดียว และหลังจากปล่อยลุคนี้ออกไป คนแต่งหน้าสไตล์นี้ตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง สวยไม่สวยไม่รู้ แต่ที่เจ๊เห็นตามถนน ลิงเรียกพี่เบาๆ อุ๊บ! (ของแบบนี้มันอยู่ที่เบ้าหน้าล้วนๆ นะว่าไหม)

ด้วยความที่บางแฟชั่น เจ๊ตุงก็เข้าไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ รวมถึงแฟชั่นชุดนี้ของนางด้วย มันเหมือนเสื้อที่ยังใส่ไม่เสร็จ รีบชนิดลืมสวมแขนเสื้ออีกข้าง เพราะกลัวไม่ทันเรียกพี่วินมอไซค์ไปหมอชิตเลยอ่ะ

ชุดนี้ถูกใจเจ๊ตุงตรงดอกกุหลาบแดง 2 ดอก ที่มาบดบังหน้าอกหน้าใจพอดิบพอดี ดีไซน์ชุดก็แปลกไม่ซ้ำใคร ด้วยก้านดอกไม้ที่ยาวถึงตาตุ่ม รวมทั้งต่างหูเข้าชุดด้วยแล้ว มันลงตัวมากค่ะ

ลุคสวยเด็ด เผ็ด แซ่บ ต้องขอหลีกทางให้กับนางไปเลย เพราะไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน นางเอาอยู่ค่ะ รวมทั้งลุคเท่ๆ มาพร้อมความเปรี้ยวเข็ดฟันลุคนี้ ใน mv เพลงแร้ง ของ “ดัง พันกร” โอ๊ยยยยย แซ่บลืม!

เห็นชุดนี้ของนางทีไร คิดตามเพลินๆ ไปด้วยทุกทีว่าถ้าอีเจ๊ หรือสาวอื่นใส่ ดอกกุหลาบก้อนโต คงทับหน้าตายแบบเผาไม่ทันแน่ๆ แต่อั้ม มันคือ รอดตายอ่ะ

เจ๊ขอถามคำเดียวว่าเพิ่่งตื่นนอน เบลอๆ สลึมสลือ หรืออย่างไร ถือคว้าชุดขาวบางประหนึ่งชุดนอนชุดนี้ มาใส่คู่กับรองเท้าโบว์ดำพันแข้งขา ที่ดูแล้ว ไม่ค่อยจะเข้ากันเท่าไหร่เลยเนอะ

สำหรับชุดนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย แต่ใต้กระเป๋าสุดหรู โฟกัสไปที่สายห้อยพู่ฟู่ฟ่า อันเบ้อเร่อ ชุดนี้สืบมาว่าอั้มใส่เข้าวัดด้วย เจ๊แค่เป็นห่วง กลัวพู่ห้อยมันจะโดนธูปไหม้เสียของไปค่ะ

ปิดท้ายที่ชุดคล้ายมาจาก ชนเผ่า ลายอาลีบาบาๆ ยิ่งดูยิ่งงงวยหนักมาก เพราะลายมาเต็ม ชวนตาลายมากๆ ชุดเดรสที่ว่าลายพร้อยแล้ว เจอขนเฟอร์สีม่วงฟริ้งที่คอ และกางเกงขายาวสีขาวที่ขาแลบเข้าไป เจ๊มีสะดุ้งค่ะ ลุคนี้เจ๊ไม่เข้าใจจริงๆ T^T

อย่างที่เจ๊ตุงเคยบอกเสมอ แฟชั่นไม่มีถูก ไม่มีผิด อยู่ที่ความชอบและความเหมาะสมต่อสถานการณ์ล้วนๆ สายตาเจ๊มองว่าพัง แต่คนอื่นอาจมองว่าปังก็ได้ เอาเป็นว่า เจ๊รักอั้ม นะ ขอหยอกเบาๆ เพียงเท่านี้นะคะ บ๊ายยยยย

“ติ๊ก กัญญารัตน์” ในมิติคนเบื้องหลังสร้างหนังสู่ตลาดสากล

“ติ๊ก กัญญารัตน์” ในมิติคนเบื้องหลังสร้างหนังสู่ตลาดสากล

“ติ๊ก กัญญารัตน์” ในมิติคนเบื้องหลังสร้างหนังสู่ตลาดสากล

 

ครั้งหนึ่งอดีตนางเอกสาวหน้าหวาน “ติ๊ก กัญญารัตน์” เคยฝากผลงานไว้ในฐานะคนเบื้องหน้า ในขณะที่ชื่อเสียงและเส้นทางในวงการบันเทิงกำลังไปได้สวย เธอกลับเลือกเบนเข็มไปทำงานเบื้องหลัง จนในที่สุดบทบาทการเป็นคนเบื้องหลังของเธอเด่นชัดยิ่งกว่างานเบื้องหน้า เพราะเธอสามารถคว้ารางวัลในฐานะ “คนสร้างหนัง” ได้จากหลายเวที

ล่าสุดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ผ่านมา สำหรับบ้านเรากระแสความสนใจถาโถมไปที่แฟชั่นพรมแดง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าสาวเก่งหน้าหวานคนนี้เธอเป็นหนึ่งในคนบันเทิงไทยที่มีโอกาสนำภาพยนตร์ Take Me Home ภายใต้การสร้างของตนเองร่วมฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วยเช่นกัน เส้นทางจาก “นักแสดง” ไปสู่ “คนสร้างหนัง” ของเธอเกิดขึ้นได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของคุณเริ่มจากนักแสดงและหันไปเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ได้อย่างไร
“สำหรับภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งก้าวของติ๊กเพราะติ๊กมีความรู้สึกว่าหลังจากที่ติ๊กต้องรอเสนองานละครหรืองานรายการ ช่วงที่เรารอเราก็อยากจะหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ทำกับวงการบันเทิง เลยคิดว่าหนังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และไม่ต้องรอใครด้วย เป็นสิ่งที่ลงทุนเอง ทำเองคิดเอง ถ้าได้ก็คือตัวเรา ถ้าไม่ได้ก็คือตัวเรา เลยรู้สึกว่าน่าลอง ท้าทาย กล้าได้กล้าเสีย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหนัง ซึ่งโจทย์ทำหนังตอนนั้นติ๊กอยากได้หนังเรื่องที่มัน Success ในทางของรางวัลให้ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักคนทำหนังคนใหม่อีกคนหนึ่งที่เข้ามาในตลาด เลยไม่ได้คิดถึงว่าจะต้องเป็นหนังแมส หนังตลาด คิดอย่างเดียวทำยังไงให้มันดู Worldwide มากที่สุด”

ความรู้สึกต่องานภาพยนตร์ของคุณที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติและได้รางวัลการันตี
“หนังเรื่องตั้งวงเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำและได้รับรางวัลต่างๆ มากมายจากทุกเวที ตอนที่ติ๊กทำก็ไม่ได้คิดว่าในตลาดเมืองไทยเขาจะให้ความสนใจกับตั้งวงของเรา แค่คิดว่าหนังของเราได้เข้าประกวดต่างประเทศก็แฮปปี้แล้ว เรารู้สึกว่าตลาดไทยให้ความสำคัญกับเรา มันก็เป็นก้าวแรกที่เรารู้สึกว่าเราดีใจแล้วก็ตื่นเต้นสำหรับรางวัลต่างๆ มากมาย ตอนที่ได้รับรางวัลคือร้องไห้ ณ ตอนนั้น มีหนังดังที่เข้าโรงฉาย เขาได้รางวัลต่างๆ มากมาย ซึ่งคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้แต่ว่าเราก็ให้เกียรติกับงานโดยที่อย่างน้อยมันมีชื่อเข้าชิง แต่ไม่คิดว่ามันจะได้และมันก็ได้จริงๆ รู้สึกดีใจจนน้ำตาแห่งความดีใจออกมาด้วย”

ล่าสุดมีโอกาสนำหนังไทยเรื่อง Take Me Home และ Snap ไปร่วมเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังของคุณได้รับการตอบรับอย่างไรบ้าง
“สำหรับประสบการณ์ที่ไปเราก็ได้รู้ว่าการซื้อขายหนังเขาเป็นยังไง ไปตั้งบูทแล้วเป็นยังไง ไปสกรีนนิ่งหนังหรือว่าการเดินพรมต่างๆ ซึ่งหนังที่จะเข้าไปฉายหรือเขาเลือกไปก็สามารถไปเดินพรมแดงได้ เทศกาลเขาจะไม่เหมือนกับบ้านเราที่บ้านเราก็คือรางวัลหนึ่งจัดขึ้นมาก็ไปเดินพรมแดง มีรางวัลอีกรางวัลหนึ่งขึ้นมาก็เดินพรมแดง แต่ที่นั้นจะเป็นเทศกาลขึ้นมาเทศกาลของเขามี 7 วัน ก็คือในหนึ่งสัปดาห์หนังแต่ละเรื่องสามารถมาลงทะเบียนเดินได้ เพราะเขาให้สิทธิทุกเรื่องเดินได้ทุกเรื่อง เดินได้ทุกวัน เราจะเดินก็ได้ไม่เดินก็ได้หรือบ้างเรื่องเลือกเดินแค่วันเดียว หรือจะเลือกไม่เดินก็ได้ไม่มีปัญหา เขาไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์อะไร สำหรับหนังของติ๊กไปที่คานส์ก็ถือว่าก็ success ในระดับหนึ่งเพราะว่าหนังที่เข้าไปขาย เข้าไปให้คนได้ช้อป เท่าที่เดินดูน่าจะเกือบหมื่นได้ จากทั่วโลก อย่าง Take Me Home ในรอบสกรีนนิ่งที่เขาเข้าไปชมกันเขาก็ชอบและก็มีคนเข้าชมเยอะด้วย ตอนนี้ก็มีติดต่อมาแล้วหลายประเทศที่ซื้อค่ะ”

ในฐานะคนทำหนังสู่ตลาดสากลคุณคิดว่าการดูหนังของคนต่างชาติแตกต่างจากเราอย่างไร
“ติ๊กว่าคนต่างชาติที่เขาดูหนัง เขาอาจจะถนัดการดูหนังแบบไม่ต้องเล่าเรื่องเป็นโมโนโทนค่อยๆ เป็นสเต็ปขึ้นไปแล้วก็พีค สามารถเล่ากระโดดแล้วเขาสามารถจับใจความของเขาได้ว่ามันคืออะไร ไม่ต้องมาตีโจทย์ให้ว่ามันต้องมีไคลแม็กซ์ มันไม่ต้องมีดำเนินเรื่องให้ค่อยๆ ขึ้นไป มันสามารถเล่าฉันจะขึ้น ฉันจะลงแล้วเขาก็สามารถตามเราได้ เพราะว่าเขาเสพหนังกันแบบนี้ แบบที่เราดูหนังฝรั่ง เรามีความรู้สึกว่ามันโดดไปมันโดดมา แต่ว่าเราก็ดูกันจนรู้เรื่องแบบนี้ค่ะ แต่ว่าบางทีด้วยความที่เป็นหนังไทยก็จะต้องคิดแล้วว่าต้องเล่าเรื่องให้ฉันดูแล้วต้องรู้เรื่องตาม”

จากประสบการณ์ทำหนัง คุณคิดว่าหนังแบบไหนทำแล้วจะก้าวไปตลาดสากลได้
“สำหรับหนังของติ๊กก็พยายามที่จะผลักดันให้หนังของตัวเองก้าวเข้าสู่ตลาดสากลมากขึ้น เพราะอยากให้คิดว่าทุกก้าวของเราที่ออกไปสู่สายตาทั่วโลก ให้ทั่วโลกได้รู้จักในมุมมองของคนทำหนังในประเทศไทยมากขึ้น แต่จะเป็นหนังแบบไหนที่จะก้าวเข้าตลาดสากลอันนี้มันขึ้นอยู่กับการเลือกของเขาด้วยจริงๆ ค่ะ เพราะมีหนังส่งเข้าประกวดเยอะมากจากทั่วโลกก็เป็นหมื่นเป็นพันเรื่อง เขาก็ต้องไปคัดเลือก แต่หนังของติ๊กหลายๆ คนบอกว่าทำไมหนังของติ๊กบางทีดูยาก แต่จริงๆ แล้ว ความที่เป็นสากลหนังมันต้องดูไปด้วยคิดตามไปด้วย ซึ่งไม่ใช่เหมือนกับเราปูพื้น เหมือนละคร เพื่อให้ดูไปเรื่อยๆ แต่ว่าหนังมันจะดำเนินเรื่องเพียงแค่ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่อง 2 ชั่วโมงที่ให้ความรู้สึกมันจะต้องให้ความรู้สึกที่คิดไปด้วยและสอดคล้องไปด้วย และก็มีหลักความเป็นสากลด้วย มันคือชิ้นงานที่จะต้องทำแบบนั้นค่ะ”

คุณอยากบอกอะไรกับคนไทยที่ยังไม่ค่อยยอมรับหนังไทย
“ประเทศไทยเป็นตลาดที่ดูหนังต้องเป็นแมส ต้องเป็นอะไรที่สัมผัสง่าย และคนในประเทศไทยอาจจะกลัวหนังผีไม่กล้าดูหนังผีไม่กล้าดูหนังหลอน แต่บางทียังไม่รู้เรื่องราวก็ตัดสินใจไปแล้วว่าฉันไม่กล้าดู จึงรู้สึกว่าตลาดประเทศไทยมองหนังแบบหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ว่าเราก็ภูมิใจที่มีคนเข้าไปชมเพราะชอบดูหนังแนวนี้และให้การตอบรับที่ดีกลับมา ตรงนี้ก็ต้องได้กำลังใจและแรงผลักดันที่ดีจากทุกคน ตลาดเมืองไทยหรือว่าคนที่เสพหนังก็ดี คนที่ชื่นชอบเราก็ดี ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ติ๊กอยากบอกว่าเสียงตอบรับจากต่างชาติแค่ชมชั่วคราว แต่ว่าเขาไม่ได้รู้จักพื้นฐานและวัฒนธรรมหรือว่าตัวติ๊กดีเท่ากับคนไทย”

คุณว่างเป้าหมายต่อไปกับการสร้างหนังไปสู่ตลาดสากล
“ติ๊กสนุกกับการทำหนังไปอินเตอร์ อยากเป็นโปรดักชั่นอินเตอร์ เป็นแค่ความคิดนะคะ ยังไม่ได้เริ่ม แค่คิดเฉยๆ เราสนุกกับมัน เราเป็นคนชอบเดินทาง ถ้าเราเอาโปรดักชั่นของเราทำอะไรสู่สากล เหมือนติ๊กทำรายการแล้วญี่ปุ่นยอมรับเปิดประเทศให้ ติ๊กรู้สึกว่าเราได้บุกเบิก อะไรที่มันเป็นอินเตอร์มันคงจะเหมาะกับเรา เราก็นั่งคิดว่าเราควรจะทำอะไร ส่วนหนังที่ตั้งใจพยายามผลักดันไปตลาดสากลที่ทำมาแล้วก็มีเรื่องตั้งวงได้ไปเบอร์ลิน เทศกาลหนังในยุโรปเทศกาลใหญ่ก็จะมีเมืองเบอร์ลิน เวนิช และ เมืองคานส์ ก็ได้ไปที่ฮ่องกง อย่างเรื่อง Snap ก็ไปที่ญี่ปุ่น Take Me Home ตอนนี้ก็น่าจะมี Tokyo Film Festival เร็วๆ นี้ ก็ต้องรอดูว่าจะมีเทศกาลอะไรอีกค่ะ”

ผู้หญิงเก่งที่ทำงานเพราะความสนุก และทุกย่างก้าวคือความท้าทาย ทำให้เรามั่นใจว่าเธอจะเป็นคนสร้างหนังที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักฝีมือคนไทยมากขึ้น

Ensogo ยืนยัน ‘ปิดกิจการ’

Ensogo ยืนยัน 'ปิดกิจการ'

Ensogo ยืนยัน ‘ปิดกิจการ’

บริษัทแม่ Ensogo ยืนยันกับวอยซ์ ทีวี ‘ปิดกิจการ’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว รักษางบประมาณสำรองของบริษัท เพื่อโอกาสในการลงทุนครั้งต่อไป

วอยซ์ ทีวี ได้ส่งจดหมายสอบถามไปยังบริษัท ไอบาย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Ibuy group) ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท เอ็นโซโก้ (ประเทศไทย)จำกัด ล่าสุดทางไอบายกรุ๊ป ส่งหนังสือตอบกลับยืนยันว่า

“Ensogo Australia ประกาศว่าไม่ขอสนับสนุนด้านการเงินให้กับการจำหน่ายสินค้าและการทำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะถูกปิด พนักงานของเราทั้งหมดได้รับแจ้งข้อมูลเรื่องนี้แล้ว และจะมีการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทีมผู้บริหารของ Ensogo Australia ยังประกาศยอมรับการลาออกอย่างเป็นทางการของ Kris Marszalek CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Ensogo แล้ว

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อรักษางบประมาณสำรองของบริษัท เพื่อโอกาสในการลงทุนครั้งใหม่ต่อไป”

ทั้งนี้ ถือเป็นการออกหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากเอ็นโซโก้ หลังจากเป็นกระแสข่าวอย่างไม่เป็นทางการมาก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าทางไอบายกรุ๊ปและบริษัทเอ็นโซโก้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกปิดกิจการ จะเปิดแถลงข่าวชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

พระ-ชาวบ้านบูรณะสร้างสีสันวัดขวดสงขลา

พระ-ชาวบ้านบูรณะสร้างสีสันวัดขวดสงขลา

abbreviewthaitravel_42013_11_16_10_47_47

พระ-ชาวบ้านบูรณะสร้างสีสันวัดขวดสงขลา

พระ – ชาวบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา ร่วมบูรณะและพัฒนาวัดขวด ให้กลับมามีสีสัน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มบูรณะและฟื้นฟูวัดขวด หรือ สำนักสงฆ์โคกสัก  ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งครก หมู่ 5 ต.แค อ.จะนะ จ.สงขลา และเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างด้วยขวดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น กำแพง ศาลาการเปรียญ วิหารเจดีย์ทรงไทย ห้องน้ำ รวมทั้ง กุฏิ  โดยถูกยกให้เป็นการสร้างงานรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สภาพปัจจุบันกลับเงียบเหงาและทรุดโทรม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและมาเลเซีย หายไป

ด้าน พระครูโสภณ วินัยกาล เจ้าอาวาสวัดขวด เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางวัดและชาวบ้านกำลังร่วมกันพัฒนาวัดขวด ให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง โดยเริ่มก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ เพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา รวมทั้ง ปรับทัศนียภาพภายในวัดให้สะอาดร่มรื่น ปรับปรุงสระเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ซึ่งมีปลารัสเซียขนาดใหญ่ และตะพาบน้ำอายุนับ 10 ปี เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลังซบเซามาตลอด11 ปี ปัจจุบัน มีพระอยู่เพียง 2 รูป เท่านั้น

สำหรับ วัดดังกล่าว โด่งดังมาก ในปี พ.ศ.2536 หลัง ญาติโยมพากันเดินทางมาบริโจคขวดเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มชูกำลัง สำหรับสร้างวัด นอกจากจะเป็นการประหยัดงบประมาณแล้ว วัสดุรีไซเคิลเหล่านี้ ยังแฝงคติธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความฟุ่มเฟือยของมนุษย์ ที่หมดไปกับสิ่งมึนเมาไร้ประโยชน์ และเป็นอนุสรณ์สถานที่คอยย้ำเตือนจิตใจปุถุชนคนรุ่นหลังไม่ให้ลุ่มหลงในสุรา ยาเสพติด

พณ.เผยราคาผักชี,ต้นหอมวันนี้70-80บ./กก.

พณ.เผยราคาผักชี,ต้นหอมวันนี้70-80บ./กก.

พณ.เผยราคาผักชี,ต้นหอมวันนี้70-80บ./กก.

กระทรวงพาณิชย์ เผย ราคาสินค้าวันนี้ ส่วนใหญ่ทรงตัว เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า มีเพียงต้นหอม, ผักชี ราคาลดลง

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน รายงานภาวะราคาสินค้าจำหน่ายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้ พบว่าราคาสินค้าส่วนใหญ่ทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า มีเพียงต้นหอม ผักชี ที่อยู่ราคาลดลง โดย ต้นหอมและผักชี ราคาลดลงเหลือกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท

โดยสินค้าที่ราคายังทรงตัว ได้แก่ เนื้อหมู กิโลกรัมละ 140 – 145 บาท แต่หากเป็นเนื้อหมูตัดแต่ง ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท  ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.70 – 3.80 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.60 – 3.70 บาท ไก่สดทั้งตัว กิโลกรัมละ 70 – 75 บาท กุ้งขาว 70 – 80 ตัว/กก.ราคากิโลกรัมละ 190 – 220 บาท ผักคะน้า กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 25 – 28 บาท กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 12 – 15 บาท ถั่วฝักยาว กิโลกรัมละ 35 – 38 บาท แตงกวา กิโลกรัมละ 25 – 28 บาท มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 42 – 45 บาท มะนาว เบอร์ 1-2 ราคาลูกละ 4.00 – 5.00 บาท มะนาวเบอร์ 3-4 ราคาลูกละ 2.50 – 3.00 บาท และพริกขี้หนู กิโลกรัมละ 40 – 50 บาท

Brexit จะกระทบมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามั้ย…?

Brexit จะกระทบมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามั้ย...?

Brexit จะกระทบมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามั้ย…?

เป็นกระแสข่าวที่กำลังเป็นที่ติดตาม จับตากันทั่วโลกสำหรับกรณี Brexit และในบ้านเราเองในระยะสองสัปดาห์เป็นต้นมามีการพูดถึงกันมาก ไม่ว่าจะสื่อหลัก สื่อรอง มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักธุรกิจออกมาให้ความเห็นกรณี Brexit กันมากมาย มีการประเมินสถานการณ์ และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรบ้างค่อนข้างหลากหลาย

วันนี้เรามารู้จัก Brexit กันหน่อยดีกว่า ว่าทำไม่ถึงเป็นที่สนใจ และ เหตุการณ์นี้จะกระทบมนุษย์เงินเดือนกินข้าแกงอย่างเราหรือไม่อย่างไร ..?
Brexit คืออะไร
ก่อนอื่นไปรู้จักที่ไปที่มากันก่อนว่า Brexit คืออะไร Brexit เป็นการผสมคำกันระหว่าง British + Exit หมายถึง สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอังกฤษ เป็นพี่ใหญ่ และประเทศในกลุ่มคือ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ จะขอถอนตัวออกจาก สมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู นั้นเอง
ทำไมอังกฤษอยากออกจากอียู

แล้วสาเหตุที่ อังกฤษ หัวเรือใหญ่ของสหราชอาณาจักรอยากออกจากสมาชิก อียูคืออะไร คงต้องย้อนความเข้าใจสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ของโลกนิดหน่อย

การกำเนิดของสหภาพยุโรป หรือ อียู เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศสมาชิกในยุโรปภายใต้กรอบเศรษฐกิจการค้าเสรี เป็นพัฒนาการของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเสรี ที่ต้องการรวมกลุ่มการค้าให้มีความเข้มแข็งมีฐานที่กว้างขวาง และ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มประชาคม

โดยเริ่มต้นจากการเปิดเสรีทางการค้า ทยอยลดกำแพงภาษีการค้าระหว่างกันจนไม่มีภาษีซึ่งเป็นกำแพงกีดกันสินค้าของประเทศอื่น และ เปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันอย่างเสรี และ มีการใช้เงินสกุลเดียวกัน

ทั้งนี้รูปแบบของ สหภาพยุโรป นี้เอง ที่เป็นต้นแบบให้กับกลุ่มการค้าเสรีอื่นๆ รวมทั้ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่เราและประเทศในอาเซียน 10 ประเทศพยายามเดินหน้าตามทิศทางเดียวกัน

สำหรับสาเหตุที่ อังกฤษ อยู่ๆก็อยากออกจาก อียูหรือสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้นมานั้น เกิดจาก ปัญหาของเศรษฐกิจในกลุ่ม อียู เนื่องจาก สมาชิกเองก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้งประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่และร่ำรวย อย่าง เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศษ และประเทศสมาชิกที่ยังสร้างเนื้อสร้างตัว โดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออก ที่เพิ่งเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นแบบสังคมนิยมมานานมาสู่ เศรษฐกิจเสรี

และ เมื่อประเทศสมาชิก เกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นโดยเฉพาะ กรีซ ที่เผชิญปัญหาจนเกือบล้มละลาย และเกือบจะถูกบีบให้ออกจาก สมาชิกอียู เมื่อไม่นานมานี้ และยังมีสมาชิกอีกหลายประเทศทีมีปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจนี้ทำให้ประเทศร่ำรวย จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เพื่อพยุงไม่ให้ปัญหาลุกลาม และอาจส่งผลกระทบต่อ การรวมตัวเป็นสหภาพยุโรปได้

อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือทางการเงิน ต้องสูญเสียงบประมาณไปจำนวนมาก ทำให้ คนอังกฤษรู้สึกไม่พอใจ ว่าทำไม่รายได้ของพวกเขาต้องเอาไปช่วยเหลือคนอื่น และซ้ำร้ายการไหลข้าวของแรงงานจากสมาชิกในกลุ่มอียู ได้หลั่งไหลเข้าไปในอังกฤษจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการแย่งงานคนอังกฤษจำนวนมาก และ การเข้ามาทำงานของคนนอกประเทศโดยเฉพาะคนจาก ยุโรปตะวันออก นั้น ยังได้รับสวัสดิการ การดูแล เหมือนกับแรงงานคนอังกฤษ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลอังกฤษทั้งสิ้น
กระแสความไม่พอใจเหล่านั้น บวกกับปัญหาอื่นทั้งเรื่องอำนาจการลงทุนนอกกลุ่ม ฯ อำนาจในการตัดสินใจบางอย่างที่ต้องขอความเห็นชอบจาก อียู ทำให้ประชาชนคนอังกฤษอยากออกจากการเป็นสมาชิก อียู เพราะเห็นว่าประโยชน์ที่เขาได้ไม่คุ้มเสีย และในการหาเสียงของนายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอนก่อนที่จะนั่งนายกฯสมัยที่ 2 ได้เคยสัญญาว่าจะให้มีการลงประชามติในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงนำมาสู่ การเปิดให้ลงประชามติว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากสมาชิกอียู หรือ Braxit หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย. 59 นี้

ผลกระทบอะไรบ้างหากอังกฤษออกจากอียู

ประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตาผลประชามติ Brexit ครั้งนี้ ก็คือ หาก อังกฤษลงประชามติ ออกจากอียูจะส่งผลกระทบอย่างไร ทั้ง เศรษฐกิจอียู และ เศรษฐกิจโลก

สรุปจากการประเมินของหลายสำนักมีหลายแนว แต่มีบางสำนักมองสถานการณ์ค่อนข้างร้ายแรงทั้ง ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของอียู นั้น แน่นอนว่า หากอังกฤษออก หมายถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอียู จะล่าช้าออกไปอีกนาน และอาจจะเป็นการสั่นคลอนสถานะของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจ ของกลุ่มการค้าเสรีที่ยุโรปเป็นต้นแบบล่มสลายลงไป และร้ายแรงถึงขึ้นต้องมาเซตระบบกันใหม่เลยทีเดียว

และในส่วนของอังกฤษเอง เศรษฐกิจจะเกิดการหดตัวอย่างแรง เนื่องจาก จะมีการเคลื่อนย้ายทุนออกจากอังกฤษจำนวนมาก จะส่งผลให้เงินปอนด์ของอังกฤษ อ่อนค่าลงอย่างแรง

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าออกอีก

ผลกระทบต่อไทยมากน้อยเพียงใด

ผลกระทบต่อไทย หาก อังกฤษ ออกจากอียู นักวิชาการหลายสำนักมองตรงกันว่า ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นและกระทบต่อไทยนั้น คือ ค่าเงินจะเกิดความผันผวน ด้วยเหตุที่ ค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงมาก เงินทุนจะไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ทำค่าเงินเอเชีย–เงินบาทผันผวนไปด้วย ต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนผลกระทบในด้านการค้า มีการประเมินว่า กระทบต่อไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากตัว อังกฤษเป็นตลาดส่งออกของไทยในสัดส่วนไม่เกิน 2 % และตลาด อียูเองกก็มีสัดส่วนไม่ถึง 10 % ดังนั้นจะมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก

โดยสรุปผลกระทบจากกรณี Brexit หรือ อังกฤษออกจากสมาชิกอียู ผลกระทบต่อไทยเป็นผลกระทบทางอ้อม เป็นผลกระทบระยะสั้น จากค่าเงินที่ผันผวน ซึ่งคนที่ต้องรับมือ คือ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องระวังและจับตาทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกให้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ต้องระวังและจับตาคือ หาก อังกฤษออกจากอียู จริงจะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสถานะของอียูอย่างไรหรือไม่ ? และจะกระทบต่อเศรษฐกิจของ อียูหรือไม่อย่างไร ในระยะยาว เพราะนั้นหมายถึงผลกระทบจะกว้างขวางมากกว่า

ส่วนระยะสั้น มนุษย์เงินเดือนที่ไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็คงสบายใจไประยะหนึ่ง ต่อก็ต้องติดตามดูผลระยะยาวด้วย

สำหรับความเป็นไปได้ของประชามตินั้น จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ความเห็นของคนอังกฤษระหว่างออก กับ อยู่ ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก คือ อยู่ต่อ 45 % ส่วนออกจากอียู ประมาณ 44 % โดยยังมีคนที่ยังไม่มีความเห็นหรือยังไม่ได้ตัดสินใจอีกกว่า 10 %ทีเดียว ก็ต้องดูกันว่า ผลการลงประชามติจริงจะเป็นเช่นไร เช้าวันพฤหัสที่ 24 มิ.ย.คงจะรู้ผลกันครับ ..

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

การจะสร้างแบรนด์สักชิ้นหนึ่งให้เป็นที่ยอมรับในประเทศและต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นธุรกิจเวชสำอางก็ยิ่งมีคู่แข่งมากมายหลายเท่าตัว เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมูท อี จำกัด คือผู้ปลุกปั้นแบรนด์สมูท อี สร้างความแตกต่างให้โด่งดังจนเป็นที่ยอมรับมานานหลายสิบปี

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ดังอย่าง เดนทิสเต้ ซึ่งเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน ชีวิตของผู้ชายคนนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา เพราะท่านมีแนวคิดมุมมองใหม่ในเชิงธุรกิจให้คนรอบข้างได้นำไปใช้อยู่ตลอดเวลา

ในวัยเด็ก เภสัชกร ดร.แสงสุข เกิดและเติบโตในย่านเยาวราช ท่านเป็นลูกคนที่ 8 จากจำนวนพี่น้อง 9 คน โดยครอบครัวดำเนินธุรกิจส่งออกและนำเข้าสมุนไพรจีนในรูปแบบกงสีครอบครัวใหญ่ ตรงจุดนี้เองทำให้ท่านมีโอกาสช่วยเหลืองานกิจการในบ้านแทบทุกอย่าง ตั้งแต่จัดเก็บสมุนไพร แบกของไปส่ง รวมถึงนำเช็คไปเข้าธนาคาร เรียกได้ว่ารับการปลูกฝังเรื่องการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเริ่มโตขึ้น เภสัชกร ดร.แสงสุขได้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเรียนจบงานแรกที่ได้ทำคือเป็นเซลล์ขายยาในภาคตะวันออกและภาคอีสาน หลังจากทำงานได้สักพักก็กลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย หลุยส์เซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบก็ได้กลับเข้ามาทำงานในบริษัทยาแห่งหนึ่งแต่เมื่อทำงานได้ราว 6 ปี รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานประจำ เพราะส่วนตัวชอบที่จะเป็นผู้ประกอบการอิสระมากกว่าจึงลาออกมาเปิดร้านขายยาของตัวเองที่ศูนย์การค้าสยาม

“ผู้ประกอบการแบบผมไม่ชอบอยู่กับข้อจำกัด ทำถูกหรือผิดก็ทำไป อย่างร้านขายยาที่ผมเปิด ต่างจากร้านขายยาอื่นตรงที่ผมขายทุกอย่าง ตั้งแต่ทิชชู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผมคิดว่านอกจากการขายยาแล้วผมยังให้บริการคนทั่วไปที่เขาต้องการความสะดวกในการซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ

“แต่ลูกค้าหลักของผมจริง ๆ คือชาวต่างชาติ ในสมัยนั้นเวลาที่ฝรั่งเข้ามาเมืองไทยแล้วต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดจะกลัวไข้มาลาเลียเป็นพิเศษ เขาจะมาซื้อยาป้องกันไข้ ผมก็แนะนำพวกเขาไป ด้วยความที่ผมพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็เชื่อใจผมมากกว่าร้านที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติต่อคิวร้านผมยาวเป็นพิเศษ

“ผมทำงานกับบริษัทได้เงินเดือน 5 หมื่นบาท พอมาเปิดร้านขายยา ผมมีรายได้เดือนละ 1 แสน 5 หมื่นบาท แต่เหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าเพราะเปิดร้านทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนห้างปิดทำแบบนี้นานถึง 4 ปี จนวันหนึ่งศูนย์การค้าสยามก็ส่งจดหมายมาบอกว่าต้องการบริเวณที่ร้านขายยาของผมเพื่อไปพัฒนาต่อ ทำให้ผมต้องย้ายออก แต่เขาก็ดีมากที่ให้เวลาผม 6 เดือนในการเตรียมตัว แต่ตอนที่ผมรู้ข่าวครั้งแรกคิดมากขนาดต้องเอามือก่ายหน้าผากเลย เพราะผมยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ แถมมีลูกตัวเล็ก ๆ อีกหนึ่งคน

“ในขณะที่ผมกำลังเป็นกังวลในหลายเรื่องแต่ภรรยาผมเข้ามาบอกว่า พี่อย่าคิดมากเลยทางห้างฯ เขาคงอยากให้พี่ไปรวยกว่านี้แค่นี้มันยังไม่เยอะหรอก พอผมได้ยิน โอ้โห! จะบ้าเหรอ แต่มันคงเป็นแบบที่ภรรยาผมบอกจริง ๆ เพราะผมเริ่มเบื่อกับอาชีพค้าปลีกในแบบเดิม ๆ ผมก็เลยมุ่งมาที่การเป็นผู้ประกอบการ เริ่มจากคัดเลือกสินค้า 10 ตัวออกมาดูว่าจะพัฒนาอะไรได้บ้าง คิดว่าจะทำมาร์เก็ตติ้งอย่างไร ซึ่งผมไม่กลัวที่จะไม่สำเร็จเพราะผมเคยเป็นเซลล์มาก่อน แล้วมีเพื่อนที่ทำร้านขายยาเยอะทำอะไรออกมาก็เอามาฝากขายได้

“ผมทำกิจการของตัวเองไปเรื่อย ๆ พอผ่านไป5 ปีสินค้าจาก 10 ตัวที่ทำออกมามันก็ทยอยล้มเลิกไปทีละตัวจนเกือบหมด เหลือตัวสุดท้ายคือสมูทอี คือก่อนหน้านั้นผมคุยกับภรรยาว่าถ้าสมูทอีไม่สำเร็จอีก ก็จะเลิกทำแล้วไปสมัครงานที่บริษัท แต่สมูทอีนั้นทำให้ผมมีกำไรจึงตัดสินใจสู้ต่อ เพราะตอนนั้นกระแสเรื่องของวิตามิน E กับรอยแผลเป็นกำลังมาแรง ผมเองเป็นเภสัชมาก่อนทำให้มีความรู้เรื่องของวิตามิน E ธรรมชาติเยอะจนสามารถทำของที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ ผมเริ่มทำแพคแกจจิ้งสวย ๆ ทำการตลาดโดยไปโฆษณาในนิตยสารดาราภาพยนตร์ และคู่สร้างคู่สม จากที่ทำครีมลดริ้วรอยแผลเป็น ก็ขยับมาเป็นโฟมไม่มีฟอง ซึ่งผลตอบรับที่ออกมามันดีมาก

“หลายคนสงสัยว่า สมูทอี มาจากอะไรมันไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนเลย คือวิตามินอีมันทำให้ผิวสมูทเรียบผมก็เอาสองคำนี้มาชนกันแค่นี้เอง ตอนตั้งชื่ออย่าไปซีเรียสมาก ช่วงแรกมีแต่คนติว่าตั้งชื่ออะไรมูท ๆ แถมขายของให้ผู้หญิงยังมีอีต่อท้ายอีกไม่เพราะเลย แต่พอดังเขาจะบอกว่าใครเป็นคนตั้งเพราะมากเลย คือตั้งชื่ออย่าไปคิดมาก”

“สำหรับชีวิตของคนเป็นผู้ประกอบการนั้นเจออุปสรรคให้คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมเคยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเยอะมาก แต่พอถึงเมืองไทยมันโดนอากาศร้อนทำให้ของเสียหายทั้งหมด คือมันเป็นจำนวนหลายตันก็ทำให้ผิดหวัง เราก็ต้องแก้ปัญหาไปเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ว่าจะช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง ซึ่งผมก็มองว่าเป็นการเรียนรู้ความผิดพลาดที่จะไม่ทำให้เกิดขึ้นอีก

“ส่วนในเรื่องของการขายผมจะคิดสวนทางกับคนอื่นเสมอ ผมรู้สึกไม่ดีเลยถ้าสินค้าผมไม่มีคู่แข่ง เพราะแทนที่จะโฆษณาว่าของเราดีแต่พอมีคู่แข่งก็เหมือนมีการโฆษณาความแตกต่างโดยให้คนอื่นมาช่วย เวลาเราพูดคนเดียวไม่มีคนเชื่อนะแต่พอมีคนอื่นช่วยพูดให้ คนจะเชื่อ ข้อดีอีกอย่างเวลามีคู่แข่งพนักงานของเราจะทำงานกระตือรือร้นขึ้นเพราะอยู่เฉยไม่ได้ เหมือนนักวิ่งถ้าไม่มีคนมาแข่งกับคุณคุณก็วิ่งไม่เร็วหรอก โลกของธุรกิจก็เหมือนกัน

“สมัยก่อนผมมีคู่แข่งเยอะมาก แต่ด้วยที่เขาก็อปปี้ไม่เป็น เขามาขายในช่องทางเดียวกับผม แถมชื่อใกล้เคียงกันด้วยความที่แบรนด์เขายังไม่เป็นที่รู้จัก เวลาลูกค้าไปซื้อของที่ร้านก็จะถามคนขายว่าเอายี่ห้อที่มันลงท้ายด้วยอี เจ้าของร้านก็หยิบนี่ไงสมูทอี ผลปรากฎว่าสองสามเดือนนั้น ผมไม่ได้โฆษณาแต่ยอดขายขึ้นมาก ผลสุดท้ายบริษัทนั้นล้มเลิกไปเพราะใช้งบโฆษณาเยอะ

“จนถึงตอนนี้บริษัท สมูท อี จำกัด เปลี่ยนมาแล้ว 8 ออฟฟิศ คือมันโตขึ้นจากครั้งแรกที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน ในปีแรกที่ผมฉลองปีใหม่รวมผมกับภรรยาแล้ว มีกันแค่ 5 คนมาวันนี้ผมจัดเลี้ยงปีใหม่มีพนักงานกว่า 300 คน คือผมไม่ได้ตั้งใจให้มันโตเร็วแต่ให้ไปแบบยั่งยืน ตามคอนเซ็ปต์ของผมคือขายน้อยแต่มีกำไร”

ปัจจุบันเราเห็นความสำเร็จของ เภสัชกร ดร.แสงสุขในด้านธุรกิจที่เข้าใจกลไกลตลาดและแนวคิดขายน้อยให้ได้มาก โดยมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดอยู่ในเครือสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากมาย กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะท่านได้สั่งสมประสบการณ์ในวงการธุรกิจมานานหลายปี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการศึกษาที่มีส่วนช่วยผลักดันให้ท่านมีความคิดที่แตกฉานเรื่องทางด้านมาร์เก็ตติ้งลำดับต้น ๆ คนหนึ่งของประเทศไทย

“ในปี 2540 ผมมีเวลาว่างเยอะเลยมีโอกาสได้ไปเรียนปริญญาเอกบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัย โนวาเซาท์อีสเทิร์น รัฐฟลอริดา ซึ่งประเทศไทยเวลานั้นกำลังอยู่ในวิกฤติต้มยำกุ้งพอดี ผมได้พบกับโปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่งซึ่งเก่งมาก ผมถามเขาว่ารู้เรื่องต้มยำกุ้งไหมเขาตอบว่ารู้ ผมก็ถามเขาต่อว่าผมมีเงินอยู่นิดหน่อยจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เขาบอกว่าตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารประเทศคุณอยู่ราว 15–16% ซึ่งมันจะลงมาต่ำกว่านี้แน่นอน มีเงินเท่าไหร่ใส่เข้าไปก่อนที่ดอกเบี้ยมันจะลงอย่างรวดเร็ว แล้วธนาคารไหนให้คุณฝากดอกเบี้ยที่ระยะยาวให้รีบทำเลย

“แล้วตอนนั้นภาคอสังหาฯ ราคากำลังตกมากเมื่อเกิดฟองสบู่จาก 100 ล้านบาทลงมาเหลือ 20 ล้านบาท โปรเฟสเซอร์ก็แนะนำให้ซื้อ แม้ตอนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ได้เงินมานิดหน่อย แต่สิ่งสำคัญคือผมได้อยู่กับโปรเฟสเซอร์หลายท่านที่เก่งด้านการตลาดแนวใหม่ทำให้ผมซึมซับสิ่งเหล่านี้มาใช้ หลายคนถามว่าทำไมผมต้องมาเรียน คือผมต้องการต่อยอดองค์ความรู้ ผมต้องการ Smart Work ไม่ได้ต้องการ Hard Work ทุกวันนี้ทำอะไรผมก็ต้องค้นคว้าทำวิจัยเรื่องใหม่การเรียนระดับปริญญาเอกสอนให้คุณเข้าใจ ทำวิจัยแล้วก็ตั้งสมมติฐาน ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนมามันใช้ได้ในชีวิตจริง

“เมื่อได้มาทำธุรกิจจริงสินค้าบางตัวผมค้นคว้าวิจัยนานมาก เช่น สมูทอี แอคเน่ ไฮโดรเจล ผมใช้เวลามากกว่า 7 ปีถึงทำมันออกมาได้ เบื้องหลังความสำเร็จของผมคือการค้นคว้าวิจัยเยอะ ผมไม่ได้ใช้มาร์เก็ตติ้งอย่างเดียว มันต้องเป็นเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ มานำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์

“เวลาที่ผมทำงานร่วมกับฝ่ายวิจัยและพัฒนา ทุกครั้งที่มาทำงานผมต้องล้างสมองพวกเขาว่า คุณต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดของโลกมาผสมกันแล้วให้มันออกมาดีที่สุด แล้วเขาจะย้อนถามว่าต้องคำนึงถึงต้นทุนรึเปล่า เพราะถ้าต้นทุนหลอดละ3 พันบาทจะไปขายให้ใคร ผมบอกไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุน การขายมันคือหน้าที่ของผมเอง หน้าที่คุณต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกออกมาให้ได้ พอเป็นแบบนี้นักวิจัยก็มีความสุข เพราะเขาเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำโดยไม่ได้จำกัดถ้าเกิดการวิจัยเริ่มต้นด้วยต้นทุนที่จำกัดมันจะทำไม่ได้ดี ผมจึงต้องทำงานสวนทางกับเขา

“แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจคำว่าอินโนเวชั่น ซึ่งเขามักมองว่าเป็นสินค้าปกติ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันคือนวัตกรรมและความแตกต่าง คนอื่นเขาออกโฟมทั่วไปแต่ผมออกโฟมไม่มีฟอง เขาออกยาสีฟันทั่วไปแต่ผมออกยาสีฟันก่อนนอน หรือถ้าเขาออกสินค้ายาพาราเซตามอลทั่วไปแต่ผมจะออกพาราไม่ทำลายตับ มีงานวิจัยว่าพาราร่วมกับ Essential Amino Acid บางตัวจะช่วยทำลายตับได้ พาราทั่วไปเม็ดละ 1 บาท แต่พาราของผมเม็ดละ 2 บาท คนจะเลือกกินแบบไหนก็ต้องเลือก 2 บาท แพงกว่าแต่ผลเสียน้อย สินค้ามันต้องเป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาขายพาราผมก็ขายพารา

“ถ้าผมมียาตัวหนึ่งราคาหนึ่งล้านบาทที่จะทำให้คุณกินแล้วมีอายุเพิ่มขึ้น 1 ปี ถ้าผมมีของดีแบบนี้ผมขายได้แน่นอนแถมไม่ต้องโฆษณาด้วย ในทางกลับกันถ้าสินค้าผมไม่มีอะไรเลยผมก็ต้องโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ ชีวิตผมเป็นเภสัชกรมาก่อน ผมจึงเชื่อในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องของมาร์เก็ตติ้งไม่สำคัญแต่มันต้องทำให้ตรงกลุ่มลูกค้า

ส่วนนี้เองที่ทำให้ เภสัชกร ดร.แสงสุข ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมใหม่กับเรื่องของมาร์เก็ตติ้งได้อย่างตรงจุดทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในเรื่องนิชมาร์เก็ตติ้ง คือทำการตลาดเฉพาะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่ถือว่าเป็นแบบอย่างทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการที่กำลังหาช่องทางใหม่ในการทำการตลาดที่แข่งขันสูงมากในขณะนี้

“เรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ผมคิดเสมอว่าถ้ามีคนอยู่ 100 คน แล้วมีคนซื้อผมเพียง 1 คนแค่นี้ผมก็รวยแล้ว เพราะผมไม่ได้พูดให้คน 99 คนเชื่อผม แต่บางคนไม่เข้าใจว่าการขายของต้องมียอดขายเยอะ ซึ่งบางอย่างไม่จำเป็นอย่างสมูทอีของผมราคา 200 บาท แต่แข่งกับสินค้ายี่ห้อหนึ่งที่ขายราว 50 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่สินค้าผมจะชนะ ผมก็ทำใจว่าเป็นอันดับสองมาตลอด

“แต่ปีที่แล้วโฟมล้างหน้าสมูทอีของผมมียอดขายชนะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ ความจริงมันสะท้อนให้เห็นว่าเวลาเศรษฐกิจไม่ดีคนที่เคยซื้อของแพงระดับ 1 พันบาทจะลงมาใช้ของผม แต่ถ้าเศรษฐกิจดีคนที่ใช้ของต่ำกว่า 100 บาทก็มาซื้อของผมเช่นกัน ทำให้สินค้าของผมจึงขายอยู่ได้ตลอด

“คนที่จะทำตลาดนิชมาร์เก็ตต้องเข้าใจว่า คนคนนี้เหมาะกับสินค้าของเรา สมมติเรารู้ว่าคนในเมืองไทยชอบแปรงสีฟันเล็ก ๆ ซึ่งน้อยมากไม่ถึง 1% ซึ่งคนที่ใช้แปรงแบบนี้ต้องเคยไปอยู่ญี่ปุ่นมาก่อน เราก็ไปหาเขาทำให้เขารู้จักเรา อาจคำนวณคร่าว ๆ ว่ามีจำนวนคนราว 1 แสนคน แล้วก็ผลิตแปรงสีฟันเล็กออกมา ผมเชื่อว่ายังไงก็ไม่เจ๊ง คือคุณต้องรู้ว่ามีคนชอบ แล้วรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน จึงไปบอกเขาผมเชื่อว่ามีคนจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อสินค้าคุณ แต่คุณต้องทำใจว่าคุณขายได้ไม่เยอะแต่คุณไม่เจ๊ง

“นิชมาร์เก็ตมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งว่า บริษัทยักษ์ใหญ่เขาใหญ่เกินกว่าที่จะทำงานเล็ก ๆ และเขาจะทิ้งตรงส่วนนี้สมมติเขากินเนื้อชิ้นใหญ่มันจะมีเศษเนื้อตกข้าง ๆ คุณเข้าไปเก็บกินได้อิ่มหลายสิบปีเลย ไม่ต้องไปกินเนื้อชิ้นใหญ่กับเขาเพราะเขาไม่ให้คุณกินหรอก ถ้าคุณแข่งกับเขาคุณต้องใช้พลังงานเยอะ คุณก็จะเจ็บปวดมากหากธุรกิจไม่ได้ดังที่ฝันไว้”

แม้จะประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจแล้วแต่ เภสัชกร ดร.แสงสุข ก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนสังคมโดยการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ The Business Incubation School จุดเด่นคือช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจ SME ให้เติบโต ในแนวทางที่ไม่แสวงหากำไร ไม่มีค่าใช้จ่ายในระหว่างปีการศึกษา ที่สำคัญมีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาร่วมเป็นอาจารย์และที่ปรึกษาอาทิ คุณวิลเลียม ไฮเน็ค, คุณวิชา พูลวรลักษณ์, คุณหมอนลินี ไพบูลย์, คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อนในประเทศไทย

“ผมลงทุนและซื้อใบอนุญาตเปิดโรงเรียนเพื่อสอนนักเรียน มีคนถามผมว่าจะซื้อมาทำไม ผมบอกว่ามันจะต่างอะไรกับคนมีเงินที่ซื้อรถสปอร์ต แล้วมีความสุข บางคนเที่ยวรอบ โลก หรือบางคนซื้อบ้านหลายสิบล้าน บางคนไปซื้อเพชร ผมเปิดโรงเรียนสอนคนที่ทำธุรกิจช่วงเริ่มต้นก็มีความสุขในแบบของผม

“ผมเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและโท โดยไม่เก็บเงินด้วยนะ แต่ผมมีข้อแม้ว่าต้องมีการตรวจ DNA ของคนมาสมัครก่อนว่ามีเลือดผู้ประกอบการรึเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่เก็บเงิน แต่พอบริษัทของเขามีกำไรเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาเงินตรงนี้มาจ่ายค่าเรียน ผมมีข้อมูล มีโอกาสให้ แค่เขามีเลือดที่แสดงว่ามีใจในการเป็นผู้ประกอบการก็พอ แถมผมมีนักธุรกิจคอยเป็นโค้ชให้อีกด้วย

“ผมการันตีเด็กได้เลยว่าคนที่เข้ามาต้องรวย คำว่ารวยของผมคือมีรายได้กำไรต่อเดือนมากกว่าแสนบาท คำว่าจนหมายถึงเจ๊ง คือต้องไม่มีเจ๊ง หลักการก็คือว่าคนที่จะประสบความสำเร็จใจต้องมุ่งมั่น 50% สองเราต้องมีความรู้จริงในเรื่องที่จะทำ อีก 25% สามเราต้องหาโอกาสให้กับตัวเอง อีก 25 %

“ผมมีทฤษฎีเงินในอากาศและมักบอกให้คนอื่นทำ ผมเห็นแต่ผมหยิบมันไม่ได้เพราะผมมีแค่สองมือ แต่ทำยังไงผมก็ต้องเปิดโรงเรียนเพื่อให้พวกเด็ก ๆ ไปหยิบมา ซึ่งผมไม่ได้ให้เขาไปเก็บเงินร้อยล้าน

“ในการเรียนผมมีหลักสูตร 400 ชั่วโมง หรือ 1 ปี เรามีหลักสูตรที่ครบ สิ่งที่ผมจะสอนคือเราจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างไรบ้างเราต้องการหานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เพิ่มมูลค่าสินค้า คนที่มาเรียนต้อง Smart Work คือคิดไอเดียเจ๋ง ๆ มาเดือนหนึ่งเต็ม ๆ ลงมือทำแล้วจะสบายไปอีก 11เดือน บางคนบอกคิดไม่เป็นก็เลยทำตามคนอื่น แบบนี้เหนื่อยยาว คอร์สแรกที่ผมสอนเด็กคือเปลี่ยนวิธีคิด จันทร์ถึงศุกร์เขาไปทำธุรกิจของเขา เสาร์อาทิตย์เขามาเรียน แล้วเอาความรู้ไปใช้จริงได้เลย

“ความจริงผมยังมีโปรเจ็กต์ที่นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ เช่นผมต้องการสร้างให้ประเทศไทยมีโกลบอลแบรนด์ให้ได้ ผมเคยเข้าสัมมนากับฟิลิป คอตเลอร์ซึ่งมาจัดสัมมนาที่ประเทศไทย มีคนไปเยอะมากแล้วผมมีโอกาสได้ส่งคำถามไปถามเขาว่า ทำไมประเทศไทยไม่มีแบรนด์ดังระดับโลก และถ้าประเทศไทยจะมี ควรมีคำแนะนำอย่างไร คำตอบคือทำไมบางประเทศถึงมีแบรนด์ระดับโลกเยอะ เพราะเมื่อราว 50 ปีก่อน คนที่เดินทางไปทั่วโลกจะพกของติดตัวมาด้วย เช่นทหารอเมริกันมารบเวียดนามสินค้าอเมริกันก็ตามมาด้วย อย่างมีดโกนหนวดยิลเล็ต แต่พบว่าคนไทยชอบเที่ยวแต่ไม่ชอบไปอยู่ที่อื่น คนไทยมีความสุขกับการอยู่ประเทศตัวเองมาก หลักการคือเราต้องหาตัวตนของประเทศตัวเองก่อน ประเทศไทยมีอะไรที่คนทั้งโลกไม่มี ก็อปปี้ไม่ได้ เราหยิบตรงนี้มาใช้แล้วเอาไปขาย เราเริ่มจากจุดที่เรายูนีคมาก ๆ ใครก็ก็อปปี้เราไม่ได้อันนี้เราเอาไปใช้ในเรื่องของการตลาดไทย มันคือความเป็นไทย เช่นการยิ้มการบริการจากใจ อย่าง โรงแรม การให้บริการ อาหาร

“สิ่งที่ผมและทุกคนจะช่วยประเทศไทยได้คือสร้าง SME นี่แหละ ถ้าไม่โตประเทศก็เดินหน้าไปไม่ได้ หลักการมันอยู่ตรงที่ว่าต้องหาจุดขายของตัวเองให้เจอ สร้างแบรนด์ สร้างความแตกต่าง มีช่องทางการจำหน่ายที่ดี และทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคนไทยยังสามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้อีกเยอะมากเมื่อเทียบกับชาติอื่น”

นี่คือแนวคิดของ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ที่พยายามสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาในประเทศให้ได้ นอกจากให้คนที่ทำธุรกิจและคนทั่วไปมีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเองแล้ว ธุรกิจยังช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืนในเวทีโลกอีกด้วย

อย่างงาม คอลเลคชั่น ไนกี้ เอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน

อย่างงาม คอลเลคชั่น ไนกี้ เอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน

อย่างงาม คอลเลคชั่น ไนกี้ เอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน

“ไมเคิล จอร์แดน” และ “เนย์มาร์ จูเนียร์” ต่างให้การยอมรับซึ่งกันและกันว่า แม้ทั้งคู่จะเป็นนักกีฬาคนละประเภท และมีสัญชาติและการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน แต่เนย์มาร์ ก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่มีฝีเท้าและไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น จนเป็นที่ชื่นชอบของไมเคิล จอร์แดน

ด้วยเหตุนี้ไนกี้ และไมเคิล จอร์แดน อดีตนักยัดห่วงชื่อดังจึงได้เลือกเนย์มาร์ จูเนียร์ ดาวยิงสัญชาติบราซิลจากทีมบาร์เซโลน่าให้เป็นนักฟุตบอลคนแรกที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กีฬาคอลเลคชั่นพิเศษภายใต้ชื่อ เอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน (NJR X JORDAN) ซึ่งประกอบด้วยรองเท้าฟุตบอลรุ่นเอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน ไฮเปอร์เวนอม (THE NJR X JORDAN HYPERVENOM) ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากรองเท้าบาสเกตบอลรุ่นจอร์แดน 5 ที่เนย์มาร์ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ในคอลเลคชั่นดังกล่าวยังมีรองเท้าบาสเกตบอลรุ่น จอร์แดน 5 โลว์ (JORDAN V LOW) ที่มีการปักชื่อเนย์มาร์ไว้บริเวณลิ้นรองเท้าอีกด้วย

“จอร์แดน 5 เป็นรองเท้าบาสเกตบอลที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะลวดลายของหน้ารองเท้าที่มีลักษณะคล้ายกับภาพวาดของฟันฉลามบนเครื่องบินรบ ขณะเดียวกัน รองเท้าฟุตบอลรุ่นไฮเปอร์เวนอม 2 ที่เนย์มาร์ใส่ก็มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกับคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าบาสเกตบอลจอร์แดน 5 เช่นกัน ดังนั้นเราจึงคิดว่าเราน่าจะนำจุดเด่นของรองเท้าทั้ง 2 รุ่นมาดีไซน์รวมกันในคอลเลคชั่นสุดพิเศษในครั้งนี้” นาธาน ฟาน ฮุก ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการออกแบบของไนกี้ฟุตบอลอธิบายเพิ่มเติม

สำหรับรองเท้าฟุตบอลรุ่นเอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน ไฮเปอร์เวนอม ได้รับการออกแบบด้วยการลดทอนชิ้นส่วนของลิ้นรองเท้าออก ซึ่งแตกต่างจากรองเท้าจอร์แดน 5 แบบดั้งเดิมที่มีส่วนสะท้อนแสงบริเวณลิ้นรองเท้า แต่ทางทีมออกแบบของไนกี้ก็ได้ดีไซน์ให้รองเท้าไฮเปอร์เวนอมมีส่วนสะท้อนแสงในบริเวณโลโก้สวู้ชบนตัวรองเท้าแทน ขณะที่รองเท้าบาสเกตบอลรุ่นจอร์แดน 5 โลว์ ก็ได้รับการออกแบบให้มีส่วนหน้ารองเท้าที่มีการสะท้อนแสงทั้งหมดด้วยเช่นกัน

ส่วนลายสีปูนซีเมนต์บนพื้นรองเท้าและโลโก้จอร์แดนอันเป็นเอกลักษณ์บนพื้นรองเท้าจอร์แดนนั้นได้ถูกนำมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญบนพื้นรองเท้ารุ่นเอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน ไฮเปอร์เวนอม อีกด้วย และนอกเหนือจากนั้นในส่วนของเชือกรองเท้า ยังมีการนำสัญลักษณ์ของธงชาติบราซิลและชื่อย่อ DL ซึ่งเป็นชื่อเรียกของลูกชายของเนย์มาร์ จูเนียร์ มาจัดวางไว้ในส่วนปลายเชือกรองเท้า

ขณะที่เบอร์ 10 ซึ่งคือหมายเลขเสื้อของเนย์มาร์ จูเนียร์ เมื่อเขาลงแข่งขันให้กับทีมชาติบราซิลยังได้ถูกนำมาดีไซน์ไว้บนด้านข้างของตัวรองเท้าข้างซ้าย ซึ่งเขาได้ขอร้องให้ทีมนักออกแบบไนกี้ได้เพิ่มหมายเลข 23 ซึ่งเป็นเบอร์เสื้อของไมเคิล จอร์แดน เมื่อเขายังเล่นบาสเกตบอลอยู่ให้นำไปดีไซน์ไว้บนตัวรองเท้าข้างขวา เพื่อเป็นเกียรติแก่ตำนานนักยัดห่วงรายนี้ นอกจากนี้ ตัวรองเท้ายังมีตราสัญลักษณ์ของแบรนด์จอร์แดนอยู่ที่บริเวณส้นรองเท้า โดยที่แผ่นรองพื้นรองเท้าด้านในและกล่องรองเท้าจะมีโลโก้ซึ่งเป็นตราเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเนย์มาร์ จูเนียร์ และไมเคิล จอร์แดนอยู่ประดับอยู่ไว้ด้วยเช่นกัน

ดาวยิงทีมบาร์เซโลน่า เผยว่า “ไมเคิล จอร์แดนเป็นตัวแทนนิยามของนักกีฬาที่มีความเป็นเลิศ เขาเป็นที่หนึ่งและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวเสมอ ผมชื่นชมเขามาก และการที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขา และมีงานออกแบบของเขาบนรองเท้าฟุตบอลของผมมันจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”

ขณะที่ ไมเคิล จอร์แดน กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เนย์มาร์และแบรนด์จอร์แดนได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ผมชื่นชอบความคิดสร้างสรรค์ของเขา รวมไปถึงสไตล์และความหิวกระหายในชัยชนะเมื่อเขาอยู่ในสนาม เขาเป็นนักฟุตบอลที่มีความพิเศษและผมคาดหวังว่าจะได้ร่วมงานกับเขาต่อไปอีกครั้ง”

สำหรับคอลเลคชั่นเอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ซึ่งได้แก่รองเท้าฟุตบอลรุ่นเอ็นเจอาร์ เอ็กซ์ จอร์แดน ไฮเปอร์เวนอมและรองเท้าบาสเกตบอลจอร์แดน 5 โลว์ แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งประกอบด้วย เครื่องแต่งกายแนวสปอร์ตสไตล์และรองเท้าฟุตบอลสำหรับเทรนนิ่งอีกด้วย

หนุ่มใหญ่อินเดีย เกิดช็อกตายระหว่างดูหนังผี Conjuring 2

หนุ่มใหญ่อินเดีย เกิดช็อกตายระหว่างดูหนังผี Conjuring 2

หนุ่มใหญ่อินเดีย เกิดช็อกตายระหว่างดูหนังผี Conjuring 2

หนุ่มใหญ่ชาวอินเดีย วัย 65 ปี เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ระหว่างชมภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดัง The Conjuring 2 เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุชายชาวอินเดีย วัย 65 ปี เสียชีวิตระหว่างการชมภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังที่กำลังฉายอยู่ในเวลานี้อย่าง The Conjuring 2 เบื้องต้นพบว่าเขามีอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลายเป็นเหตุสะเทือนใจในรอบสัปดาห์

ตามรายงานข่าวจาก ทามส์ ออฟ อินเดีย เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองฐิรวรรณามาลัย รัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ได้รับแจ้งเหตุจากโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ในโรงภาพยนตร์ฉายหนังรอบดึก จึงต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าเขาเสียชีวิตลงก่อนที่จะถึงมือแพทย์

พยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ระบุว่า ระหว่างที่กำลังชมภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง The Conjuring 2 อยู่นั่น ภาพยนตร์ฉายไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงฉากไคล์แมกซ์ ปรากฏว่าชายสูงวัยคนดังกล่าว เริ่มมีอาการนั่งไม่ติดเบาะ ใช้มือจับที่หน้าอกและหายใจแรงขึ้น ก่อนจะหมดสติลงไป

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุประหลาดขึ้นตามมาอีกครั้ง เมื่อร่างของชายที่เสียชีวิตจากการชมภาพยนตร์สยองขวัญดังกล่าว ได้หายสาบสูญไปจากโรงพยาบาล ระหว่างที่แพทย์เตรียมทำการชันสูตร ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพยายามตามค้นหาร่างที่หายไป พร้อมกับตรวจสอบข้อมูลของผู้เสียชีวิต

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Conjuring 2 หรือมีชื่อไทยว่า คนเรียกผี 2 เป็นภาพยนตร์สยองขวัญภาคต่อของผู้กำกับ เจมส์ วาน ที่เล่าเรื่องราวอิงจากเหตุการณ์จริงของประวัติการช่วยเหลือผู้ที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากดวงวิญญาณร้ายตามความเชื่อส่วนบุคคล จากแฟ้มกรณีของคู่สามีภรรยา เอ็ด และ ลอเรน วอร์เรน

ช็อก!แอนตันเยลชิน ภ.StarTrekถูกรถไหลทับเสียชีวิต

ช็อก!แอนตันเยลชิน ภ.StarTrekถูกรถไหลทับเสียชีวิต

ช็อก!แอนตันเยลชิน ภ.StarTrekถูกรถไหลทับเสียชีวิต

นักแสดงฮอลลีวูดดาวรุ่ง ‘แอนตัน เยลชิน’ นักแสดง ภ.StarTrek ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ไหลอัดติดกำแพงเสียชีวิต ด้วยวัย 27 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า แอนตัน เยลชิน นักแสดงฮอลลีวูดดาวรุ่ง ผู้เป็นที่รู้จักที่สุดจากบท ‘เชคอฟ’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘สตาร์ เทรค’ เวอร์ชันรีบูต เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุเพียง 27 ปี หลังจากประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ไหลอัดติดกำแพงเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา หรือ ช่วงเวลาประมาณ 01.00 น.

ซึ่ง แอนตัน เยลชิน มีนัดฝึกซ้อมการแสดงกับเพื่อนในคืนวันเสาร์ แต่หลังจากเขาไม่มาตามนัดและขาดการติดต่อไป เพื่อน ๆ จึงตัดสินใจไปหาเขา และพวกเขาก็พบร่างของเยลชินถูกอัดติดระหว่างรถของเขากับเสาตู้ไปรษณีย์ ซึ่งทำจากอิฐ โดยพื้นที่บ้านของเขามีความลาดเอียง ตำรวจไม่คิดว่ามีรถยนต์คันอื่นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ และสาเหตุการตายถูกรายงานว่าเกิดจากอุบัติเหตุ

แอนตัน เยลชิน เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1989 เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เขาเริ่มมีผลงานการแสดงช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์หลายบทบาท รวมถึงผลงานแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างเรื่อง Along Came a Spider และ Hearts in Atlantis ต่อมาเยลชินมีผลงานในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Huff และยังแสดงในภาพยนตร์ House of D, Alpha Dog, Charlie Bartlett แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือบท “พาเวล เชคอฟ” ลูกเรือคนสำคัญของยานอวกาศ Enterprise ในหนัง Star Trek หนังฉบับยกเครื่องใหม่เมื่อปี 2009 และภาคต่อ Star Trek Into Darkness รวมถึง Star Trek Beyond ที่กำลังจะเข้าฉายในเร็ว ๆ นี้ด้วย

ขณะที่ ตำรวจในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า แอนตัน เยลชิน เสียชีวิตที่บ้านพักส่วนตัว เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 19 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยตำรวจคาดว่าสาเหตุเกิดจากรถยนต์ที่จอดติดเครื่องไว้บนทางลาดไหลมาชนนักแสดงหนุ่ม ทำให้ร่างของเขาถูกอัดกระแทกติดกับตู้ไปรษณีย์และรั้วบ้าน

รายงานข่าว ระบุว่า เยลชิน มีนัดหมายซ้อมบทกับเพื่อนนักแสดง ทำให้เพื่อนมาตามที่บ้านพัก เมื่อเขาไม่ได้ไปตามนัด จึงพบว่าเยลชินเสียชีวิตแล้ว ส่วน น.ส.เจนนิเฟอร์ แอลเลน โฆษกประจำตัวของเยลชิน แถลงยืนยันการเสียชีวิตของนักแสดงหนุ่ม พร้อมระบุว่าครอบครัวเยลชินขอความเป็นส่วนตัวจากสื่อและสังคม

ขณะที่บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรคเผยแพร่ข้อความไว้อาลัยต่อการจากไปของเยลชิน เช่นเดียวกับ แซคคารี่ ควินโต นักแสดงชายซึ่งรับบทเป็นตัวละคร “สป็อค” ในภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรค และ จอห์น โช ผู้รับบทเป็นซูลู เพื่อนร่วมงานของเยลชิน ต่างเผยแพร่ข้อความในทวิตเตอร์ แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของเยลชิน โดยระบุว่าเขาเป็นคนกระตือรือร้นและเป็นที่รักของเพื่อนฝูง

ทั้งนี้ เยลชิน เป็นบุตรคนเดียวของครอบครัวนักกีฬาสเก็ตชาวรัสเซีย ที่อพยพมาตั้งรกรากในสหรัฐ ฯ ตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ส่วนผลงานของเยลซินนอกเหนือจากสตาร์เทรค ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Like Crazy และ Green Room